Chapter III : วันแรกในอเมกา

posted on 12 May 2016 00:38 by autumngirl directory Travel, Diary

         หายไปนานแสนนาน กลับมาเขียนก็ใกล้จะอีกรอบแล้วจ้า มาเข้าเรื่องของเรากันดีกว่าเนอะ ต่อไปนี้ก็จะเป็นประสบการณ์การเหยียบพื้นดินสหรัฐอเมริกาครั้งแรกค่ะ เอาหล่ะ เริ่ม!!!

          หลังจากออกจาสนามบินที่นาริตะใช้เวลาสิบกว่าชั่วโมงก็มาถึงสนามบินมินนีแอโพลิส รัฐมินนิโซตา ซึ่งต้องผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองที่สนามบินนี้นั่นเอง เพราะเป็นสนามบินแรกที่เราเข้าประเทศนั่นเอง เราก็เดินตามหลายๆคนมาเข้าแถวค่ะ เตรียมพาสปอร์ตให้เรียบร้อย ระหว่างยืนรอเข้าแถวยาวเหยียดก็เจอคนไทยด้วย เด็กเวิร์คที่มาเป็นกลุ่มด้วย เขาเห็นเราถือพาสปอร์ตประเทศไทยก็ทักทายกัน พอใกล้ๆคิวเราเค้าก็จะบอกว่าให้ไปช่องไหนๆ พอเจอเจ้าหน้าที่ เค้าก็จะขอดูพาสปอร์ต และก็ถามคำถามนิดหน่อย  ก่อนถามเจ้าหน้าที่ก็จะดูหน้าดูพาสปอร์ตตรงกันมั๊ยไรงี้ จำได้ว่าของเราเจ้าหน้าที่ถามว่า มาทำอะไร ที่ไหน อยู่นานแค่ไหน ประมาณนี้ค่ะ จำไม่ค่อยได้แล้ว เสร็จแล้วก็ผ่านไปเอากระเป๋าตรงสายพาน แล้วก่อนผ่านเข้าสนามบินก็ต้องตรวจกระเป๋าอีกรอบ ตอนนั้นเราแบบต่อยาวเลยอะ เลยไม่ต้องไปเช็คอินอีกรอบ ระหว่างรอตรวจกระเป๋าจะเป็นโซนห้ามใช้โทรศัพท์แบบห้ามเลยนะ แต่เรากับเพื่อนที่เพิ่งเจอก็แบบคุยกันเรื่องสัญญาณก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมา เจ้าหน้าที่นี่หันมาดุเลยอะ "พวกเทอนี่เป็นนักเรียนแต่ทำไมไม่หัดดูป้ายบ้าง" อะไรทำนองนี้ เรากับเพื่อนนี้เหวอไปเลยอะ แบบเห้ยยยย ขอโทษได้ไหมมมมม แล้วก็เรียกเราไป ตอนเราไปนี่หมูห้ามเข้ามั๊ง โจ๊กหมูที่เราเอาไปสองแพ็คปลิวลงถังขยะอย่างรวดเร็ว แถมรื้อของเราแล้วไม่ช่วยเก็บอีกนะ ชิ! นี่ใช้เวลาแพ็คของใหม่นานอยู่ เสียดายโจ๊ก !!!!cry

 

          หลังจากผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองแล้ว เราก็จะต้องเดินทางไกลจาก international ไปที่ domestic ซึ่งไกลมากกกกกกกกก แบบไกลจริงๆ เดินจนเหนื่อยอะ แต่ดีหน่อยที่ไม่ต้องลากกระเป๋าอีกสองใบมาด้วย แต่พอเดินมาถึงเกจเท่านั้นแหละ มีรถไฟฟ้าค่ะ ไม่ต้องเดินค่ะ แล้วอินี่เดินทำม๊ายยย ถึงหน้าเกจก็นั่งรอขึ้นเครื่อง เราก็หาต่อไวไฟซึ่งต่อยากมากเพื่อโทรกลับบ้านค่ะ เดี๋ยวคุณพ่อคุณแม่เป็นห่วง อิอิ หลังจากนั้นก็ขึ้นเครื่องไปไมนอท

            เรามาถึงงไมนอทประมาณทุ่มนึง โทรศัพท์ก็ไม่มีซิม ฝนก็ตกและหนาวมาก คือยังไม่ชิน นี่ก็นั่งรอจนทุกคนที่มาไฟลต์เดียวกันกลับหมดแล้ว เดินเข้าเดินออกสนามบินหวังว่าวิลเลียมจะมารับและก็ต้องหน้าแตกทุกครั้งที่ไม่ใช่รถของฮี (วิลเลียมคือคนดูแลเรื่องบ้าน จะพาเราไปที่บ้านพักค่ะ) นี่พยายามใช้โทรศัพท์ธารณะที่สนามบินโทร เห็นบอกโทรฟรี ก็โทรไม่ได้ เดินไปหาเจ้าหน้าที่ถามว่าโทรศัพท์ใช้ยังไง จะโทรให้คนมารับไรงี้ เขาก็ดีนะ มาทำให้แต่ก็ไม่ได้ สุดท้ายคุณพี่เจ้าหน้าที่ได้เอาเบอร์ไปโทรให้เรา แล้วบอกวิลเลียมว่าเรารออยู่ คือตอนนั้นปริ่มมาก แบบข้างนอกก็หนาว ฝนก็ปรอย ในสนามบินก็เงียบเหลือเกิน นั่งรอสักพักวิลเลียมก็เดินเข้ามาพร้อมกับผู้ติดตามหนึ่งคน มาช่วยเรายกกระเป๋าสองใบขึ้นรถ พร้อมแนะนำตัว อีกคนชื่อเอมมานูเอล ขอเรียกว่าเอ็มแระกัน ทั้งสองคนคุยกับเป็นภาษาสเปนอย่างสนุกสนาน ไม่ได้สนใจคนข้างหลังเลย เราก็นั่งไปจะหลับไป ทั้งเหนื่อยทั้งเจ็ทแล็กด้วย ไปถึงบ้านพักก็สามทุ่มเศษๆ จัดการเรื่องกุญแจบ้านเรียบร้อยล้มตัวลงบนโซฟา หลับไปชั่วโมงกว่าๆ ตื่นขึ้นมาก็ตอนที่พี่เอม (พี่ที่ทำงานร้านเดียวกัน) กลับมาจากที่ทำงาน นี่ก็ยืมโทรศัพท์พี่เอมโทรกลับบ้านอีก เพราะที่บ้านพักไม่มีเน็ต เก็บของ อาบน้ำ และนอน นอนทั้งๆที่ไม่หมอน ผ้าห่ม มีแค่เตียง ดีนะที่ในบ้านยังพออุ่นๆ

          เช้าวันต่อมา วิลเลียมพร้อมผู้ติดตามมารับเราไปธนาคารเพื่อเปิดบัญชี เราเปิดบัญชีกับ well fargo จากนั้นไป walmart ซื้อของใช้จำเป็น แล้วกลับมาบ้าน ภายในวันแรกเรามีเพื่อนเพิ่มมาหนึ่งคน คือเอ็มนั่นเอง ฮีก็มาหาที่บ้าน ชวนไปเดินเล่น พาดูทาง พาไปเลี้ยงแมคด้วยนะ (เกรงใจสุดๆแต่ก็กิน) ก็คุยกันเรื่อยเปื่อย ปรึกษาฮีว่าที่ทำงานไกลทำยังไงดี ฮีใจดีมาก ให้เรายืมจักรยานขี่ไปทำงานด้วยแหละ

 

cool  PS. อาการเจ็ทแล็กของเรานั้นคงอยู่แค่หนึ่งวัน เพราะวันที่สามเราจะเริ่มทำงานแล้ว เย้!!

embarassed PS. การหารูปนั้นยากมาก เพราะไม่ค่อยได้ถ่าย เง้อออออ

    PS. จะ ปล. อะไรนักหนา คือจะบอกว่าเขียนตอนดึกแล้ว รีบพิม รีบนอน ภาษาและการจัดหน้ามันอาจจะดูน่ารำคาญไปนิด เก๊าขอโทษน๊าาา

 

Love <3

Autumn Girl

edit @ 12 May 2016 01:05:15 by Autumn Girl

Chapter II : บ๊ายบายไทยแลนด์

posted on 10 Jan 2016 12:21 by autumngirl directory Travel, Diary

Chapter II : บ๊ายบายไทยแลนด์ 

ไปรวบรวมความทรงจำจากเพนซีฟมาแล้ว

เพราะเป็นคนสมองปลาทองมากจริงๆ  5555555

          เราถึงไหนกันแล้วนะ??? อ๋ออออออ ผ่านสัมภาษณ์งานแล้วไง ฮูเร่ เฮ้ๆๆๆๆๆ หลังจากผ่านสัมภาษณ์งานกับเอเจนซี่แล้ว เราก็ได้รับโทรศัพท์จากพี่เอเจนซี่ที่ไทย

เอเจนซี่ : สวัสดีคะ พี่ขอนัดวันสัมภาษณ์กับนายจ้างโดยตรงนะคะ วันที่ xx นะคะ ช่วงเย็นๆนะคะ การสัมภาษณ์จะสัมภาษณ์ผ่านสไกป์ ให้น้องแอดสไกป์ไปหานายจ้างนะคะ

เรา : อ๋อได้คะ จะสแตนบายไว้นะคะ

          หลังจากวางสายไป เราก็มานึกขึ้นได้ เลยโพสถามในกลุ่มว่ามีใครได้สัมภาษณ์กับนจ้างบ้าง ทุกคนงงมากเลย รวมทั้งพี่ที่ศูนย์ชองเราด้วย =____=! เอาหล่ะสิ อะไร ทำไมมีเราหลุดไปคนเดียว   ม๊ายยยยยยยยยยยยยยยยยยยย

          ตอนนั้นสติแตกมาก พี่เขาเลยโทรไปถามให้ ได้ข้อสรุปว่า เราได้สัมภาษณ์งานร้าน Qdoba Maxican Grill พิกัดคือ เมือง Minot รัฐ North Dakota นั่นเอง! (อย่างที่เคยบอกว่ารัฐที่เราเลือกนั้น เราเลือกทำงานไม่ได้ เพราะรวมๆมันคือ Fast Food) พี่เขาอธิบายว่าเราต้องทำงานกับเพื่อนที่มาจาก กทม แต่นี่ก็งงว่า ทำไมเราเป็นเด็กต่างสาขาที่หลุดไปคนเดียว อาจเพราะสมัครคนเดียวด้วย เราไม่ไปซีเรียสที่จะต้องทำงานกะเพื่อนเท่านั้นไรงี้

 

          เราก็มาปรึกษาพี่เราที่เคยไป ถามเรื่องสัมภาษณ์งานและบอกชื่อร้าน ชื่อเมืองไป และ Surprise!!!!!!!!!!!!!! พี่เราเคยทำงานร้านนี้ เมืองนี้ตอน spring เรานี่แบบกรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด อะไรจะบังเอิญขนาดน๊านนนนนนน

          เราเริ่มหาข้อมูลร้านว่าเป็นยังไง อาหารมีอะไรบ้าง เรานี่อึ้งไปเลย ไม่รู้จกซักอย่าง ฮ่าๆๆๆ แต่ไม่เป็นไร เราเรียนรู้ได้ และแล้ว วันสัมภาษณ์ก้มาถึง รีบกลับจากมหาลัยมาสแตนบาย ตอนนั้นที่ห้องไม่มี wifi มีแต่ Aircard เราก็คิดว่าเน็ตมันก็เร็วดี ก็เปิดคอมต่อเน็ตรอที่ห้อง หลังจากนั้นไม่นาน ก็มีคน call skype มา เราก็กดรับอย่างรวดเร็ว ใจเต้นรัวๆ ทักทายกันปกติได้สักสองสามนาที เน็ตเจ้าปัญหาก็ดันมาหลุด เรานี่พยายามต่อแล้วคอลกลับ คุยแปปนึง หลุดอีก ตอนนั้นคือคิดในใจ ชิบหายแล้วเรา จะผ่านปะวะเนี่ยยยยย ตัดสินใจเปิด 3G โทรศัพท์ วิ่งลงบันไดจากชั้นสาม (ไม่ใช้แระคอม) เพื่อไปต่อ wifi ที่ล็อบบี้ข้างล่าง วิ่งไปคุยไป พอลงมาได้เราก็ขอโทษแอนเดรีย (ชื่อนายจ้าง ; นางใส่เสื้อสีชมพูด กางเกงขายาว ผมบลอนด์ และคาดว่านางน่าจะอยู่บ้านไม่ใช่ออฟฟิศแหละ ) บอกเน็ตไม่ดีจริงๆ ขอโทษจริงๆนะ ทำเสียงน่าสงสาร นางบอกว่าไม่ต้องเปิดวิดีโอก็ได้ เดี๋ยวเน็ตหลุดอีก และนางก็บอกไม่ใช่ความผิดเรา (ฮรืออออ ปริ่มมาก นางใจดีมาก) นางถามเราก็พวกเรื่องทั่วไป แต่จำไม่ค่อยได้แล้ว (เก๊าขอโต๊ดดดดดดดดด) จำได้ว่าเราชวนนางคุย เราถามนางว่ารู้จักพี่เรามั๊ยชื่อโดม่อน นางก็อ๋ออออ ทำงานดีมากเลยนะ บลาๆๆๆๆๆๆๆ คุยกันสนุกสนาน คุยไปตบยุงไป แฮร่!!!! สุดท้ายนางก็บอกว่าจะราจะทำงานที่สาขา Minot กับผู้หญิงอีกคนนึงชื่อเอมมี่ เราก็แบบโอเค (ไม่รู้จักอะค่อยไปตามหา ถถถถถ) ก็จบการสนทนาไปสำหรับคืนนั้น

          เราโล่งในระดับนึงถึงแม้จะสมัครช้า แต่เรากลับไปงานเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ เทียบกับเพื่อนที่สมัครไปแล้ว เพื่อนยังไม่ได้งานเลยแหละ เราก็เล่าเรื่องสัมภาษณ์งานให้พี่โดม่อนฟัง พี่แกเลยให้เฟสพี่เอมมา คุยไปคุยมา เราได้ทำงานที่เดียวกัน แถมบ้านพี่เค้าก็อยู่ขอนแก่นอีก แต่ไปเรียนที่ กทม ว๊าววววววววววว พี่เอมน่ารักมาก คอยแนะนำหลายๆอย่างเลย เรามีอะไรก็ถามพี่เขาและบ่นกับพี่เขา เพราะกว่าเราจะได้เซนต์ job offer ก็เดือนมีนาคมเลยมั๊ง (่job offer คือสัญญาจ้างงาน จะระบุวันเริ่มงาน จบงาน เรทงานที่ได้ ทำงานกี่ ชม ต่อวีค มีค่าบ้านต่อวีค อีเมลล์ติดต่ออะไรประมาณนี้) เราเซนต์แล้วส่งเอกสารให้พี่เขา แล้วก้มีอีกอย่างที่สำคัญคือ DS2019 ต้องรอตัวนี้จากเอเจนซี่ที่อเมกาก่อนเราถึงจะนัดวันสัมภาษณ์วีซ่าได้ นี่ก็เหมือนกัน กว่าจะได้มา ลุ้นสุดๆ ในส่วนของเรานั้น กว่าจะได้เอกสารครบรอนานมากกกกกก (กอไก่ล้านตัว) เราเลยยังจองตั๋วเครื่องบินไม่ได้ แถมมหาวิทยาลัยเลื่อนสอบอีก โอ้โหวววววว พระเจ้า! การไปเวิร์คปีแรกทำไมมันยากเย็นแบบี้น๊าาาา ตอนแรกจะถอดใจ ไม่ไปแระ แต่เงินที่จ่ายไปก็ไม่ใช่น้อยๆเลย ระหว่างรอนัดสัมภาษณ์วีซ่า ทางเอเจนซี่ก็ส่งบิลชำระค่าบ้านมาค่า วีคละ 110 เหรียญ ตาลุกวาวเลยจ๊ะตอนนั้น มีค่ามัดจำ 100 เหรียญ ชำระก่อน 8 วีค รวมมัดจำ ตีเป็นเงินไทยตอนนั้นก็ประมาณสามหมื่นกว่าบาท ค่าวีซ่าประมาณเจ็ดพันมั๊งตอนนั้น รวมๆที่จ่ายไป ณ วันที่ยังไม่ได้สัมภาษณ์วีซ่าก็เก้าหมื่นกว่าเกือบๆแสนนึง โหวววววววว ต้องทำงานเท่าไรถึงจะได้คืนฟร่ะเนี่ยย T_T แค่คิดก็เครียดแระ

          หลังจากนั้นก็ต้องเข้าไปกรอกข้อมูลต่างๆในเว็บเพื่อนนัดวัน เวลา ส่วนเราได้คิวสัมภาษณ์คือวันที่ 19 พค มั๊ง แต่ตอนนั้นจองตั๋วเครื่องบินไปแล้วจ้า ผลของการจองตั๋วช้าคือ ค่าตั๋วแพงมากชนิดที่ซื่อมอไซด์ได้เลยคันนึง ตั๋วไป-กลับและไป NYC ราคาตอนนั้น หกหมื่นบาทจ๊ะโอ้มายหลอดดดดดดดดดดดดดดดด 

          และแล้ววันสัมภาษณ์วีซ่าก้มาถึง แท่น แทน แท๊นนนนนน ได้เจอพี่เอมแล้ววววววว เรากับพี่เอมไปต่อแถวหน้าสถานฑูตรอสัมภาษณ์ คือแถวที่ยาวเหยียดนั้นมีแต่นักศึกษาหลากหลายมหาวิทยาลัยเลยจ้าาาาาา เข้าไปก้มีใบไรนี่แหละให้อ่านคร่าวๆ ระหว่างรอคิว มีบางคนสัมภาษณ์ไม่ผ่าน แต่เธอคนนั้นดันจะเดินทางในอีกสามวันและจองตั๋วแล้วด้วย โอ้แม่เจ้าาา! ก็เกิดการวุ่นวายกันนิดนึงแหละ มีคนแอบกระซิบว่าคนที่ 4 นี่โหดนะ ให้ตกมาแล้วหลายคน และก็เป็นอย่างที่คาด อินี่ได้สัมภาษณ์กับคนโหดๆนี้ค่าาาา รวมๆแล้วก็ถามว่า จะไปเมืองไหน รัฐไหน ทำงานอะไร พูดภาษาสเปนได้หรอ ประมาณนี้ เราก็แบบ ตอบไปนี่ก็งงๆนิดนึงว่าภาษาสเปนเกี่ยไรวะ 5555555 ก็แบบอ๋อๆ อาหารเม็กซิกันอ่าเนอะ จริงๆก็ถามเยอะอยู่นะแต่ลืมค่าาาาา สรุปก็ไม่โหดเหมือนคำร่ำลือน๊าาา ฮีใจดีแถมอวยพรให้ด้วยแหละ ก่อนออกมาอย่าลืมจดเลขไปรษณีย์มาด้วยล่ะ จะได้เอาไว้เช็ค ของเรานะตอนแรกลงว่าให้ส่งมาบ้าน ตอนหลังไปเปลี่ยนว่าจะรับเอง คือจะฝากพี่เอมรับ แต่สุดท้ายรอส่งมาบ้านเจ้าข่าาา ก่อนกลับบ้านอย่าลืมแลกเงินไปด้วยน๊า ของเราแลกไปหมื่นห้า ก็ราวๆ 450 เหรียญนั่นแหละ

        เราก็รอร๊อรอ ระหว่างรอวีซ่า ก็สอบไปด้วย จัดกะเป๋าไปด้วย ด้วยความที่อยากได้กระเป๋าใบใหญ่ๆทั้งๆที่อยู่บ้านก็มีใบใหญ่อยู่แล้ว ก็เลยตัดสินใจ ซื้อใหม่ซะเลย(อยากได้ใหม่นั่นแหละ) 

 

มองข้ามหน้ากลมๆของเราไป เพราะรองเท้านันยางคู่นี้ที่ใส่ไป กทม

พ่อเลยบอกว่าฝากใส่ไปโยนทิ้งที่อเมกาด้วย

กระเป๋าแมนยูนี้พ่อเราเลือกเองโดยไม่ถามลูกเลยซักคำ

 

 

 

สะเบียงพร้อม!!!! ยังไงก็ไม่อดตาย

แนะนำว่ายาสระผม สบู่ ครีม เอาไปออย่างละขวดพอ

นี่เอาไปเวอร์วังอลังการ หนักกระเป๋า ขากลับไปโยนสบูทิ้งหนึ่งขวด TT

ซอสไม่จำเป็น ไม่ต้องเอาไปขวดใหญ่ เปิดใช้สามหยดเอง

เพิ่มเติมคือ เอาถ้วย จาน ช้อน แก้ว ที่เข้าไมโครเวฟได้ได้วยก็ดี 

เราไปซื้อใหม่หมด และทิ้งไว้ที่อเมกา แฮร่!!!

 

 

เครื่องออกเจ็ดโมง มาเช็คอินตีห้า ใส่รองเท้าบูทมาอย่างดี

พอจะขึ้นเครื่องเท่านั้นแหละ .... เดี๋ยวรู้กัน

 

 

 

เราคิดว่าการถอดรองเท้าบ่อยๆเวลาเข้าเกทนั้นมันไม่โอเค 

การใส่บูทนี้มันช่ากัดเท้าซะเหลือเกิน จึงตัดสินใจ 

ใส่แตะเลยจ้าาาาาา

 

 

 

นั่งหิวข้าวไปได้ซักพัก อาหารเช้ามื้อแรกบนเครื่องบินก็มาถึง

 

 

 

บ๊ายบายประเทศไทย ไปแล้วน๊าาาาาาาาาาาาา 

มีหนังให้ดูเพียบเลยแหละ เพลงก็มีให้ฟัง แต่ส่วนใหญ่แล้ว 

เรานอนนนนน ZZZzzzzZZZZ

 

 

おはようございます!!!! 

ถึงแล้วเจแปนนนนน เปลี่ยนเครื่องที่สนามบินนาริตะเจ้าข่าาา

ระหว่างนี้ไม่ต้องทำอะไรมาก เดินตามเขาไปจ๊ะ

 

 

 

ระหว่างบินผ่านมหาสมุทรแปซิฟิก เราพบกัน Snow Flake จ้าาาาา

สวยมากกกกกก หลับๆอยู่ตื่นมาเปิดหน้าต่างแล้วชอบสุดๆ แล้วก็นอนต่อ

 

 

รวมๆแล้วก็เกือบ 1 วันที่อยู่บนเครื่องบิน กิน นอน ดูหนัง ฟังเพลง 

และแล้วเราก็มาถึงอเมริกาซะที วู๊วววววววววววววววว

จริงๆระหว่างทางก็เจอคนไทยที่มาเวิร์คหลายคนนะ แต่แยกย้ายกันที่สนามบินนาริตะ

Entry ต่อไปเราจะได้สูดอากาศในอเมริกากันแล้ววววววว

 

PS1 : การที่เราจะบินคนเดียวเป็นครั้งแรกนั้น พ่อพาไปทดลองขึ้นเครื่องบินครั้งแรก จากขอนแก่นไปกรุงเทพเลยนะ ถือเป็นการซ้อมใหญ่ก่อนบินเดี่ยวหนึ่งอาทิตย์

PS2 : รูปมันอาจไม่สวยและไม่ชัดเพราะเป็นรูปจากโทรศัพท์ และอาจมีแต่รูปหน้ากลมๆของเราเพราะตอนแรกไม่คิดจะมาเขียนบล็อก และรูปเราหายไปเยอะมาก กว่าจะค้นมาได้เหนื่อยสาหัสมาก และมีการแก้ไขหลายรอบกว่าขนาดรูปจะลงตัว โอ๊ยยยยย ยากสุดดดดดดดดดดดดด

PS3 : หวังว่าจะชอบกัน ถ้าชอบอย่าลืมโหวตด้วยน๊าาาา  

Love <3

Autumn Girl

 

 

 

 

 

 

edit @ 13 Apr 2016 14:44:07 by Autumn Girl

Say hiiiiiiiiiiiiiiiiiiiii

เรามีความฝันมาตั้งแต่ตอนเริ่มชอบนักร้องฝรั่ง เรียกง่ายๆว่า

การเริ่มต้นเป็นติ่งสากลนั่นเอง  พูดกับตัวเองทุกวัน

"สักวันเราจะต้องไปเหยียบอเมริกาให้ได้"

จากเด็กผู้หญิงที่ผิดหวังในการเป็น exchanged student เมื่อตอน ม.ปลาย 

ทั้งๆที่สามารถสอบผ่านข้อเขียนได้แล้ว

แต่....ด้วยความที่ผู้ปกครองเป็นห่วง

เราเลยได้แต่ทำใจและนอนร้องไห้

ห้ามใครสะกิดต่อมนี้เป็นอันขาด T_T

พอมาเรียนมหาวิทยาลัย ตั้งใจเรียนบ้างไม่เรียนบ้าง 

มีจุดมุ่งหมายคือ "ห้ามเอฟ ถ้าเอฟจะไม่ได้ไปเวิร์คนะ"

นี่คือแรงผลักดันในการเรียนของเรา และจะต้องไป Work and Travel ให้ได้

 

 

ช่วงที่เปิดรับสมัครร่วมโครงการ คือ เดือนสิงหาคม-เดือนธันวาคม 2014 

(ช่วงนี้ใครที่สมัครเร็วจะมีส่วนลด จากโปรโมชันต่างๆแล้วแต่เอเจนซี่)

ช่วงนั้นจะมีพี่ๆจากหลายๆเอเจนซี่มาตามที่ต่างๆของมหาวิทยาลัย 

ด้วยความกลัวขอพ่อแล้วจะไม่ได้ไป เลยอุบอิบหาข้อมูลไว้เฉยๆ 

พอเดือนพฤศจิกายน ตัดสินใจ เอาวะ! ไม่ลองก็ไม่รู้ ไม่ขอก็ไม่ได้ไป

สิ่งที่น่าแปลกคือ ..... ขอแค่ครั้งเดียว พ่อบอก ไปสิ เรานี่เงิบไปเลยคะ

จากนั้นก็มาคิดสิคราวนี้ ไปกับเอเจนซี่ไหนดี???

เราเริ่มจาก walk in ที่ศูนย์ของเอเจนซี่ในมหาลัย หาในเน็ต ถามพี่ที่เคยไป

สุดท้ายแล้วตัดสินใจเลือกเอเจนซี่ที่มีศูนย์ในมหาลัย เพราะ

1.พี่เขาสามารถดูแลเราได้ใกล้ชิดในระดับนึง

เพราะเราเพิ่งไปปีแรก ยังไม่มีประสบการณ์ 

2.พี่ที่เรารู้จักเคยไปกับเอเจนซี่นี้

 

เอเจนซี่ที่เคยได้ยินชื่อมา

American Learing, Higher, OEG,

Acadex, New Step, TRU etc.....

 

เราตั้งใจอยากจะทำงาน Fast Food

 

เอเจนซี่ที่เราเลือกมีงาน Fast Food ให้เลือกเยอะพอสมควรเลยแหละ ^^

(เพราะเราสมัครช้า งานที่เรทค่อนข้างสูงก็เริ่มทะยอยๆเต็มไปทีละงาน)

รัฐต่างๆประกอบการตัดสินใจ ไปไหนดีน๊าาาาาาาาาาา

 

 

ตอนแรกเลยจะไป Texas เพราะอะไรหน่ะหรอ?

ได้เรทเยอะดีหน่ะสิ แต่พอถามไปถามมา

อากาศที่นั่นร้อนกว่าไทย

นี่เลยเซย์โนวววววคะ

กลัวกลับมาไทยแล้วจะดำกว่าเดิม 555555555555

เลยมีอีกทางเลือกนึงคือ งาน Fast Food ที่ North Dakota 

พี่เราเคยไปมา บอกงานดีเงินดีเรทเยอะดี 

(รัฐอะไรว๊าาาไม่เคยได้ยินชื่อเลยอะ

แต่เรทเยอะก็น่าสนนะ..... นี่งกเงินมากคะ)

พี่เขาก็แนะนำว่า ภาษาต้องได้นะ ต้องเก่งนะ

และงานนี่เราเลือกไม่ได้นะจะทำร้านไหน เพราะรวมๆคืองาน fast food

เราก้โอเค แต่ไม่รู้จะรอดมั๊ยกับภาษาง่อยๆของเรา

พอสัมภาษณ์วัดระดับภาษาเสร็จแล้วเราก็มาคุยกับพี่เขาอีกทีคะ

 

สรุปว่า เราเลือกงานนี้ไว้

และรอสัมภาษณ์งานกับนายจ้างในเดือนมกราคม 2015

จากนั้นจ่ายค่ามัดจำงาน 4900 บาท

และจ่ายเงินงวดแรก ภายในสิ้นปีประมาณ 58000 บาท

(เพราะงานที่เลือกเป็น exclusive premium location

คือเรทที่ได้ค่อนข้างสูง ค่าโครงการเลยแพ๊งงงงงงงงงแพง)

 

มาถึงขั้นตอนความวุ่นวาย หัวหมุนกันเลยทีเดียวแหละ คือ 

ต้องเตรียมเอกสารและส่งเอกสารให้เอเจนซี่ดำเนินเรื่อง

เนื่อจากเราสมัครคอนข้างช้า เลยมีเวลาเตรียมเอกสารและเตรียมเงินน้อยมาก

ช่วงเดือนธันวาคม เราวุ่นกับการเตรียมเอกสารมาก

ทั้งต้องไปตรวจที่โรงพยาบาล ฉีดวัคซีน ขอใบเกรด ใบ ปพ บลาๆๆๆๆ

เยอะแยะมากมากเลยจ๊ะตอนนั้น แต่ก็ส่งเอกสารได้ทันเวลา 

 

เราตื่นเต้นมาก ช่วงปิดเทอมเดือนมกราคม

จะได้สัมภาษณ์งานแล้วววววววววววววว

พี่เอเจนซี่ก็นัดวันสัมภาษณ์งานผ่านสไกป์กับนายจ้าง

(จริงๆแล้วเขาเป็นเอเจนซี่จากอเมกาคะ : AWE)

นัดสัมภาษณ์ 6.00 น. เวลาประเทศไทยจ้าาาาาาา 

เราตื่นตีห้า มานั่งรอสไกป์ รอนานแสนนานนนนนน

จน 6.30 น.ก็ยังไม่สัมภาษณ์เราซะที

(เราอยากไปนอนต่อมากเลยตอนนั้น) เราเลยทักสไกป์ไปถาม

A : ลืมเรารึเปล่าคะ? เรามีนัดสัมภาษณ์เวลานี้ๆๆๆๆๆ งานนี้นะ

He : ขอชื่อด้วยครับ

A : บลาๆๆๆๆๆๆๆ

He : โอเค ยูอาร์เดอะเน็ก 

เค้าก็คอลมา ถามว่าพร้อมมั๊ย? ในการสัมภาษณ์เราจะเปิดกล้อง แต่เขาไม่เปิดนะ

คำถามที่ใช้ในการสัมภาษณ์ก็มีประมาณนี้นะ เท่าที่จำได้ แหะๆ

ชื่ออะไร เรียนอะไรอยู่ จะต่อสาขาอะไร จบไปจะทำงานอะไร

คิดว่าจะทำงานนี้ได้หรอ งานหนักมากเลยนะ เคยทำงานมาก่อนมั๊ย 

มีอะไรจะถามมั๊ย (ตอนนั้นไม่มีเลย แต่ก็ต้องถามอะ)

เราถามไปว่ามีที่เที่ยวแนะนำมั๊ยหลังจากทำงานเสร็จเหนื่อยๆ

(คำถามสิ้นคิดมาก แต่ทุกครั้งที่เขาถามว่ามีอะไรถามมั๊ยหรือมีอะไรจะพูดมั๊ย

เราควรถามนะคะ หรือพูดอะไรก็ได้ ชวนคุยอะไรก็ว่าไปเพื่อให้ไม่ดูเสียมารยาท)

เราจำได้เลยเราหลุดใช้ศัพท์เด็กอนุบาลไปหลายคำมาก

จนคุยเสร็จถึงนึกได้ว่าพูดอะไรออกไป ตอนนั้น I Fine ... กำลังฮิต

เราเลยตบท้ายไปด้วยประโยคนี้เลย

You'll regret if you don't choose me.

และเข้าตอบเรามาด้วยประโยคนี้

Good Luck and see you soon.

เรานี่เหวอๆแปปนึง แล้วก็ยิ้มให้เขาค่าาาาา

เย้!!! คิดว่าตัวเองผ่านแน่นอน 55555555555555

 จากนั้นมีอีเมลล์เข้ามาให้เลือกงงานสำรองไว้ เผื่อตกสัมภาษณ์งานนี้

เราเลือกงาน MCdonald Hawaii ไม่รู้อะไรดลใจให้เลือก มันก้ร้อนไม่ต่างกับ Texas เล๊ยยยยยยย แต่ก็ไม่ได้ไปหรอก

ผ่านสัมภาษณ์งาน Fast Food North Dakota จ้าาาาาาา

 

ใกล้ความฝันเข้ามาทุกทีแล้วสิน๊าาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาา

 

คำถามที่โดนถามบ่อยๆ

Q1 : เลือกไปกับเอเจนซี่ไหนดี?

A1 : เราเลือกงานที่เราอยากจะทำก่อน จากนั้นเมืองที่อยากจะไป แล้วไปดูเอเจนซี่ ว่ามีที่ไหนตรงใจเราบ้าง เข้าไปศึกษาข้อมูลดีๆ สอบถามคนที่เคยไปกับเอเจนซี่นั้นๆด้วยก้ดีคะ 

Q2 : เตรียมตัวสัมภาษณ์ยังไง? สำเนียงยากมั๊ย?

A2 : เรานั่งลิสต์คำถามที่เขาน่าจะถาม และคำตอบสำหรับตัวเราเอาไว้ในสมุดคะ พยายามฟังให้ออก จับคีย์เวิร์ดให้ได้ สำเนียงอเมกันไม่ยากเลยคะ เขาค่อนข้างพูดช้าด้วย ถ้าฟังไม่ทันก็ pardon? can you say it again? pleaseeeee

 

PS. สาระอาจไม่ค่อยจะมี แค่อยากเขียนไว้เผื่อเราจะได้ไม่ลืม เผื่อคนที่ผ่านเข้ามาจะได้ประโยชน์จากมันบ้าง สุดท้ายนี้ก็ติดตามตอนต่อไปค่าาาาาาาาาา

 

Love <3

Autumn Girl  

edit @ 6 Jan 2016 15:37:44 by Autumn Girl