Chapter II : บ๊ายบายไทยแลนด์

posted on 10 Jan 2016 12:21 by autumngirl directory Travel, Diary

Chapter II : บ๊ายบายไทยแลนด์ 

ไปรวบรวมความทรงจำจากเพนซีฟมาแล้ว

เพราะเป็นคนสมองปลาทองมากจริงๆ  5555555

          เราถึงไหนกันแล้วนะ??? อ๋ออออออ ผ่านสัมภาษณ์งานแล้วไง ฮูเร่ เฮ้ๆๆๆๆๆ หลังจากผ่านสัมภาษณ์งานกับเอเจนซี่แล้ว เราก็ได้รับโทรศัพท์จากพี่เอเจนซี่ที่ไทย

เอเจนซี่ : สวัสดีคะ พี่ขอนัดวันสัมภาษณ์กับนายจ้างโดยตรงนะคะ วันที่ xx นะคะ ช่วงเย็นๆนะคะ การสัมภาษณ์จะสัมภาษณ์ผ่านสไกป์ ให้น้องแอดสไกป์ไปหานายจ้างนะคะ

เรา : อ๋อได้คะ จะสแตนบายไว้นะคะ

          หลังจากวางสายไป เราก็มานึกขึ้นได้ เลยโพสถามในกลุ่มว่ามีใครได้สัมภาษณ์กับนจ้างบ้าง ทุกคนงงมากเลย รวมทั้งพี่ที่ศูนย์ชองเราด้วย =____=! เอาหล่ะสิ อะไร ทำไมมีเราหลุดไปคนเดียว   ม๊ายยยยยยยยยยยยยยยยยยยย

          ตอนนั้นสติแตกมาก พี่เขาเลยโทรไปถามให้ ได้ข้อสรุปว่า เราได้สัมภาษณ์งานร้าน Qdoba Maxican Grill พิกัดคือ เมือง Minot รัฐ North Dakota นั่นเอง! (อย่างที่เคยบอกว่ารัฐที่เราเลือกนั้น เราเลือกทำงานไม่ได้ เพราะรวมๆมันคือ Fast Food) พี่เขาอธิบายว่าเราต้องทำงานกับเพื่อนที่มาจาก กทม แต่นี่ก็งงว่า ทำไมเราเป็นเด็กต่างสาขาที่หลุดไปคนเดียว อาจเพราะสมัครคนเดียวด้วย เราไม่ไปซีเรียสที่จะต้องทำงานกะเพื่อนเท่านั้นไรงี้

 

          เราก็มาปรึกษาพี่เราที่เคยไป ถามเรื่องสัมภาษณ์งานและบอกชื่อร้าน ชื่อเมืองไป และ Surprise!!!!!!!!!!!!!! พี่เราเคยทำงานร้านนี้ เมืองนี้ตอน spring เรานี่แบบกรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด อะไรจะบังเอิญขนาดน๊านนนนนนน

          เราเริ่มหาข้อมูลร้านว่าเป็นยังไง อาหารมีอะไรบ้าง เรานี่อึ้งไปเลย ไม่รู้จกซักอย่าง ฮ่าๆๆๆ แต่ไม่เป็นไร เราเรียนรู้ได้ และแล้ว วันสัมภาษณ์ก้มาถึง รีบกลับจากมหาลัยมาสแตนบาย ตอนนั้นที่ห้องไม่มี wifi มีแต่ Aircard เราก็คิดว่าเน็ตมันก็เร็วดี ก็เปิดคอมต่อเน็ตรอที่ห้อง หลังจากนั้นไม่นาน ก็มีคน call skype มา เราก็กดรับอย่างรวดเร็ว ใจเต้นรัวๆ ทักทายกันปกติได้สักสองสามนาที เน็ตเจ้าปัญหาก็ดันมาหลุด เรานี่พยายามต่อแล้วคอลกลับ คุยแปปนึง หลุดอีก ตอนนั้นคือคิดในใจ ชิบหายแล้วเรา จะผ่านปะวะเนี่ยยยยย ตัดสินใจเปิด 3G โทรศัพท์ วิ่งลงบันไดจากชั้นสาม (ไม่ใช้แระคอม) เพื่อไปต่อ wifi ที่ล็อบบี้ข้างล่าง วิ่งไปคุยไป พอลงมาได้เราก็ขอโทษแอนเดรีย (ชื่อนายจ้าง ; นางใส่เสื้อสีชมพูด กางเกงขายาว ผมบลอนด์ และคาดว่านางน่าจะอยู่บ้านไม่ใช่ออฟฟิศแหละ ) บอกเน็ตไม่ดีจริงๆ ขอโทษจริงๆนะ ทำเสียงน่าสงสาร นางบอกว่าไม่ต้องเปิดวิดีโอก็ได้ เดี๋ยวเน็ตหลุดอีก และนางก็บอกไม่ใช่ความผิดเรา (ฮรืออออ ปริ่มมาก นางใจดีมาก) นางถามเราก็พวกเรื่องทั่วไป แต่จำไม่ค่อยได้แล้ว (เก๊าขอโต๊ดดดดดดดดด) จำได้ว่าเราชวนนางคุย เราถามนางว่ารู้จักพี่เรามั๊ยชื่อโดม่อน นางก็อ๋ออออ ทำงานดีมากเลยนะ บลาๆๆๆๆๆๆๆ คุยกันสนุกสนาน คุยไปตบยุงไป แฮร่!!!! สุดท้ายนางก็บอกว่าจะราจะทำงานที่สาขา Minot กับผู้หญิงอีกคนนึงชื่อเอมมี่ เราก็แบบโอเค (ไม่รู้จักอะค่อยไปตามหา ถถถถถ) ก็จบการสนทนาไปสำหรับคืนนั้น

          เราโล่งในระดับนึงถึงแม้จะสมัครช้า แต่เรากลับไปงานเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ เทียบกับเพื่อนที่สมัครไปแล้ว เพื่อนยังไม่ได้งานเลยแหละ เราก็เล่าเรื่องสัมภาษณ์งานให้พี่โดม่อนฟัง พี่แกเลยให้เฟสพี่เอมมา คุยไปคุยมา เราได้ทำงานที่เดียวกัน แถมบ้านพี่เค้าก็อยู่ขอนแก่นอีก แต่ไปเรียนที่ กทม ว๊าววววววววววว พี่เอมน่ารักมาก คอยแนะนำหลายๆอย่างเลย เรามีอะไรก็ถามพี่เขาและบ่นกับพี่เขา เพราะกว่าเราจะได้เซนต์ job offer ก็เดือนมีนาคมเลยมั๊ง (่job offer คือสัญญาจ้างงาน จะระบุวันเริ่มงาน จบงาน เรทงานที่ได้ ทำงานกี่ ชม ต่อวีค มีค่าบ้านต่อวีค อีเมลล์ติดต่ออะไรประมาณนี้) เราเซนต์แล้วส่งเอกสารให้พี่เขา แล้วก้มีอีกอย่างที่สำคัญคือ DS2019 ต้องรอตัวนี้จากเอเจนซี่ที่อเมกาก่อนเราถึงจะนัดวันสัมภาษณ์วีซ่าได้ นี่ก็เหมือนกัน กว่าจะได้มา ลุ้นสุดๆ ในส่วนของเรานั้น กว่าจะได้เอกสารครบรอนานมากกกกกก (กอไก่ล้านตัว) เราเลยยังจองตั๋วเครื่องบินไม่ได้ แถมมหาวิทยาลัยเลื่อนสอบอีก โอ้โหวววววว พระเจ้า! การไปเวิร์คปีแรกทำไมมันยากเย็นแบบี้น๊าาาา ตอนแรกจะถอดใจ ไม่ไปแระ แต่เงินที่จ่ายไปก็ไม่ใช่น้อยๆเลย ระหว่างรอนัดสัมภาษณ์วีซ่า ทางเอเจนซี่ก็ส่งบิลชำระค่าบ้านมาค่า วีคละ 110 เหรียญ ตาลุกวาวเลยจ๊ะตอนนั้น มีค่ามัดจำ 100 เหรียญ ชำระก่อน 8 วีค รวมมัดจำ ตีเป็นเงินไทยตอนนั้นก็ประมาณสามหมื่นกว่าบาท ค่าวีซ่าประมาณเจ็ดพันมั๊งตอนนั้น รวมๆที่จ่ายไป ณ วันที่ยังไม่ได้สัมภาษณ์วีซ่าก็เก้าหมื่นกว่าเกือบๆแสนนึง โหวววววววว ต้องทำงานเท่าไรถึงจะได้คืนฟร่ะเนี่ยย T_T แค่คิดก็เครียดแระ

          หลังจากนั้นก็ต้องเข้าไปกรอกข้อมูลต่างๆในเว็บเพื่อนนัดวัน เวลา ส่วนเราได้คิวสัมภาษณ์คือวันที่ 19 พค มั๊ง แต่ตอนนั้นจองตั๋วเครื่องบินไปแล้วจ้า ผลของการจองตั๋วช้าคือ ค่าตั๋วแพงมากชนิดที่ซื่อมอไซด์ได้เลยคันนึง ตั๋วไป-กลับและไป NYC ราคาตอนนั้น หกหมื่นบาทจ๊ะโอ้มายหลอดดดดดดดดดดดดดดดด 

          และแล้ววันสัมภาษณ์วีซ่าก้มาถึง แท่น แทน แท๊นนนนนน ได้เจอพี่เอมแล้ววววววว เรากับพี่เอมไปต่อแถวหน้าสถานฑูตรอสัมภาษณ์ คือแถวที่ยาวเหยียดนั้นมีแต่นักศึกษาหลากหลายมหาวิทยาลัยเลยจ้าาาาาา เข้าไปก้มีใบไรนี่แหละให้อ่านคร่าวๆ ระหว่างรอคิว มีบางคนสัมภาษณ์ไม่ผ่าน แต่เธอคนนั้นดันจะเดินทางในอีกสามวันและจองตั๋วแล้วด้วย โอ้แม่เจ้าาา! ก็เกิดการวุ่นวายกันนิดนึงแหละ มีคนแอบกระซิบว่าคนที่ 4 นี่โหดนะ ให้ตกมาแล้วหลายคน และก็เป็นอย่างที่คาด อินี่ได้สัมภาษณ์กับคนโหดๆนี้ค่าาาา รวมๆแล้วก็ถามว่า จะไปเมืองไหน รัฐไหน ทำงานอะไร พูดภาษาสเปนได้หรอ ประมาณนี้ เราก็แบบ ตอบไปนี่ก็งงๆนิดนึงว่าภาษาสเปนเกี่ยไรวะ 5555555 ก็แบบอ๋อๆ อาหารเม็กซิกันอ่าเนอะ จริงๆก็ถามเยอะอยู่นะแต่ลืมค่าาาาา สรุปก็ไม่โหดเหมือนคำร่ำลือน๊าาา ฮีใจดีแถมอวยพรให้ด้วยแหละ ก่อนออกมาอย่าลืมจดเลขไปรษณีย์มาด้วยล่ะ จะได้เอาไว้เช็ค ของเรานะตอนแรกลงว่าให้ส่งมาบ้าน ตอนหลังไปเปลี่ยนว่าจะรับเอง คือจะฝากพี่เอมรับ แต่สุดท้ายรอส่งมาบ้านเจ้าข่าาา ก่อนกลับบ้านอย่าลืมแลกเงินไปด้วยน๊า ของเราแลกไปหมื่นห้า ก็ราวๆ 450 เหรียญนั่นแหละ

        เราก็รอร๊อรอ ระหว่างรอวีซ่า ก็สอบไปด้วย จัดกะเป๋าไปด้วย ด้วยความที่อยากได้กระเป๋าใบใหญ่ๆทั้งๆที่อยู่บ้านก็มีใบใหญ่อยู่แล้ว ก็เลยตัดสินใจ ซื้อใหม่ซะเลย(อยากได้ใหม่นั่นแหละ) 

 

มองข้ามหน้ากลมๆของเราไป เพราะรองเท้านันยางคู่นี้ที่ใส่ไป กทม

พ่อเลยบอกว่าฝากใส่ไปโยนทิ้งที่อเมกาด้วย

กระเป๋าแมนยูนี้พ่อเราเลือกเองโดยไม่ถามลูกเลยซักคำ

 

 

 

สะเบียงพร้อม!!!! ยังไงก็ไม่อดตาย

แนะนำว่ายาสระผม สบู่ ครีม เอาไปออย่างละขวดพอ

นี่เอาไปเวอร์วังอลังการ หนักกระเป๋า ขากลับไปโยนสบูทิ้งหนึ่งขวด TT

ซอสไม่จำเป็น ไม่ต้องเอาไปขวดใหญ่ เปิดใช้สามหยดเอง

เพิ่มเติมคือ เอาถ้วย จาน ช้อน แก้ว ที่เข้าไมโครเวฟได้ได้วยก็ดี 

เราไปซื้อใหม่หมด และทิ้งไว้ที่อเมกา แฮร่!!!

 

 

เครื่องออกเจ็ดโมง มาเช็คอินตีห้า ใส่รองเท้าบูทมาอย่างดี

พอจะขึ้นเครื่องเท่านั้นแหละ .... เดี๋ยวรู้กัน

 

 

 

เราคิดว่าการถอดรองเท้าบ่อยๆเวลาเข้าเกทนั้นมันไม่โอเค 

การใส่บูทนี้มันช่ากัดเท้าซะเหลือเกิน จึงตัดสินใจ 

ใส่แตะเลยจ้าาาาาา

 

 

 

นั่งหิวข้าวไปได้ซักพัก อาหารเช้ามื้อแรกบนเครื่องบินก็มาถึง

 

 

 

บ๊ายบายประเทศไทย ไปแล้วน๊าาาาาาาาาาาาา 

มีหนังให้ดูเพียบเลยแหละ เพลงก็มีให้ฟัง แต่ส่วนใหญ่แล้ว 

เรานอนนนนน ZZZzzzzZZZZ

 

 

おはようございます!!!! 

ถึงแล้วเจแปนนนนน เปลี่ยนเครื่องที่สนามบินนาริตะเจ้าข่าาา

ระหว่างนี้ไม่ต้องทำอะไรมาก เดินตามเขาไปจ๊ะ

 

 

 

ระหว่างบินผ่านมหาสมุทรแปซิฟิก เราพบกัน Snow Flake จ้าาาาา

สวยมากกกกกก หลับๆอยู่ตื่นมาเปิดหน้าต่างแล้วชอบสุดๆ แล้วก็นอนต่อ

 

 

รวมๆแล้วก็เกือบ 1 วันที่อยู่บนเครื่องบิน กิน นอน ดูหนัง ฟังเพลง 

และแล้วเราก็มาถึงอเมริกาซะที วู๊วววววววววววววววว

จริงๆระหว่างทางก็เจอคนไทยที่มาเวิร์คหลายคนนะ แต่แยกย้ายกันที่สนามบินนาริตะ

Entry ต่อไปเราจะได้สูดอากาศในอเมริกากันแล้ววววววว

 

PS1 : การที่เราจะบินคนเดียวเป็นครั้งแรกนั้น พ่อพาไปทดลองขึ้นเครื่องบินครั้งแรก จากขอนแก่นไปกรุงเทพเลยนะ ถือเป็นการซ้อมใหญ่ก่อนบินเดี่ยวหนึ่งอาทิตย์

PS2 : รูปมันอาจไม่สวยและไม่ชัดเพราะเป็นรูปจากโทรศัพท์ และอาจมีแต่รูปหน้ากลมๆของเราเพราะตอนแรกไม่คิดจะมาเขียนบล็อก และรูปเราหายไปเยอะมาก กว่าจะค้นมาได้เหนื่อยสาหัสมาก และมีการแก้ไขหลายรอบกว่าขนาดรูปจะลงตัว โอ๊ยยยยย ยากสุดดดดดดดดดดดดด

PS3 : หวังว่าจะชอบกัน ถ้าชอบอย่าลืมโหวตด้วยน๊าาาา  

Love <3

Autumn Girl

 

 

 

 

 

 

edit @ 13 Apr 2016 14:44:07 by Autumn Girl

Comment

Comment:

Tweet